วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563

ความทรงจำที่ยังคงอยู่

“เอี๊ยด” เสียงประตูเปิดออก เด็กน้อยเข้ามาในบ้านอย่างเหนียมอาย แล้ววิ่งมาเจอรถเฟอรารี่สีแดงคันเดิมที่เคยนั่งไถมาต้ังแต่ตอนยังเดินไม่ได้ เด็กน้อยนั่งลงคร่อมรถคันเดิมไถออกไปจนถึงหน้าประตูบ้านสีฟ้าหลังเดิม

เขาคงเดินเข้ามาแวะทักทายของเล่นเพื่อนเก่า แล้ววิ่งปรู๊ดตรงไปที่ประตูห้องของเรา หมุนเปิดด้วยความคุ้นเคย
“กึก” แต่คราวนี้ประตูเปิดไม่ออก และไม่มีใครเปิดออกมา เด็กหันมาถามว่า “ทำไมมันล๊อค” คำถามเดิมที่มักจะถามเป็นประจำ แต่คำตอบของครั้งนี้คือคนที่เคยอยู่ในนั้นไม่อยู่อีกแล้ว

เด็กเดินกลับออกมาเปิดตู้เย็นหยิบช็อกโกแลตลูกบอลออกมา แกะกินเหมือนทุกวันที่เคยทำ ในตู้เย็นนั้นยังคงมีช๊อกโกแลตอยู่เสมอมา เหมือนรอคอยให้เจ้าของกลับมากิน

 เดินไปเล่นสไลด์เดอร์อันเดิมที่ตอนนี้คงเล็กกว่าตัวเขามากแลัว

เด็กจากไปแล้วพร้อมกล่องของเล่นใบใหญ่ ทิ้งไว้เพียงร่องรอยองเศษฟอยห่อช๊อกโกแลต เป็นการกวาดเศษขยะที่มีความทรงจำลอยวนอยู่ในอากาศรอบตัว

ระลึกถึงกันวันฟ้าหม่น

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

สายสัมพันธ์เชื่อมโยง

ประโยคที่จริงแท้พอได้มา น้ำตาก็ไหล
เหมือนลูกศรที่พุ่งเข้าไปกลางหน้าอก
ทะลุเข้าไปในใจ
นี่คงเป็นหน้าที่หลักของภาษา
และฉันเขียนเพื่อเยียวยาตัวเอง

ค่ำคืนลำพังนั้นยากเย็นเสมอ
หากเคยมีมือน้อยๆ ให้เกาะกุม
ขอบคุณช่วงเวลาดีดีที่เรามีกัน

นะโมชอบนอนโดนตัวคน ต้องคอยจับ
คอนลูบหัว คอยกอดเอาไว้

นะโมชอบนอนแขนหม่ามี๊เสมอ
นม : หม่ามี๊ขอนอนแขนหน่อย (เสียงอ้อนบ้าง เสียงสะอื้นบ้าง)
มม : ทำไมขอนอนแขนทุกวันเลย ชอบเหรอ
นม : ชอบนอนแขนหม่ามี๊

หม่ามี๊สละแขนหนึ่งข้างให้นะโมนอนเสมอ
แม้จะสร้างความปวดเมื่อยให้กับแขนและไหล่มากเพียงใด
การเสียสละนี้หม่ามี๊หวังเพียงให้นะโมได้สัมผัส
ความอบอุ่นปลอดภัย ความไว้วางใจต่อโลก
และสายสัมพันธ์แห่งรักที่ส่งออกไป
เพื่อบอกว่าไม่ต้องกลัวนะเธอไม่ได้อยู่คนเดียว
เธอมีหม่ามี๊เคียงข้างเสมอ ยามดึก ยามมืดมิด จะพบหม่ามี๊ข้างๆ

และแม้วันใดที่ร่างกายของเราไม่ได้สัมผัสกัน
ขอให้สายสันพันธ์นั้นเชื่อมร้อยถักทอให้เธอเติบโตแข็งแรงต่อไป




วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2562

ว่ายน้ำกับครูพี่ไผ่

นะโมเป็นเด็กไม่ชอบน้ำ
ไม่ชอบอาบน้ำ ไม่ชอบขนาดที่ว่าถ้าถึงเวลาต้องอาบน้ำ
ต้องดุ ต้องหลอกล่อว่าไปล้างรถบ้าง
หรือบอกว่าไม่ต้องอาบแล้วหม่ามี๊จะอาบคนเดียว
นะโมจะวิ่งร้องไห้มาบอกว่านะโมจะอาบ
นะโมอาบน้ำกับหม่ามี๊และบางทีก็อาบกับป่าปี๊


แต่ชอบเล่นน้ำ
















เดาว่าไม่ชอบให้น้ำโดนหัวโดนหน้าโดยไม่ตั้งใจ
แต่ถ้าเป็นคนเอาหัวไปโดนน้ำเองก็ชอบ

หม่ามี๊ว่ายน้ำไม่แข็ง เอาจริงๆ ก็แอบกลัวน้ำอยู่
ได้พานะโมไปเล่นน้ำบ้าง
ประจวบเหมาะกับ "อัลมอนด์" ลูกนอยเรียนว่ายน้ำกับครูชื่อ "พี่ไผ่"
เราจึงได้พานะโมไปเรียนว่ายน้ำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
















ครูสอนให้บุ๋งๆ (ก้มหน้าลงน้ำและเป่าลมออกมา)
ครูสอนให้ตีขาและลอยไปกับครู
ครูพยายามให้เอาหัวลงน้ำ(ดำน้ำ)
หลังเลิกเรียนนะโมหัวไม่เปียกเลยจ้า
เพราะครูทำยังไงนะโมก็ไม่ยอมเอาหัวจุ่มน้ำ
ครูได้แต่เอาน้ำราดหัว ให้เปียกเผื่อจะคุ้นเคย

หลังจากเรียนหม่ามี๊พานะโมไปเล่นน้ำที่คอนโดอย่างสม่ำเสมอ
นะโมยังคงกลัวเช่นเดิม เกาะหม่ามี๊แน่นไม่ยอมปล่อย



















ครั้งล่าสุดที่เราไปว่ายน้ำกัน
นะโมยอมลอยตัวไปคนเดียว
โดยใส่ห่วงยางเด็กไว้ที่แขนได้แล้ว
และหม่ามี๊เดินตามอยู่ห่างๆ

ซ่อนหา



ชอบเพลงนี้แบบประหลาดเมื่อฟังครั้งแรก เรารู้สึกเศร้า ตั้งแต่ทำนอง และเนื้อเพลง เหมือนว่าเราตามหาอะไรสักอย่าง และดีใจที่ได้เจอ ถ้าสิ่งนั้นมันมีอยู่สักวันคงเจอ
แต่เราอาจจะตามหาสิ่งที่มันไม่มีอยู่จริง หรือถึงมีแต่เราไม่มีวันหาเจอ

เด็กๆ ส่วนใหญ่น่าจะชอบเล่นซ่อนหา
นะโมก็เช่นกัน เด็กคงมีความสามารถพิเศษที่คิดว่าตัวเองหายไป
ไม่ว่าจะไปซ่อนที่ไหนก็ตาม ที่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างไรหาเจอแน่นอน
แต่เด็กก็ตื่นเต้น สนุกสนานทุกครั้งที่เราหาเขาเจอ
และสนุกทุกครั้งที่หาเราเจอ

หรือว่าเด็กอยากให้เราหาเจออยู่แล้ว ถ้าเราไม่พบกันคงแย่เนอะ

เขียนมาถึงตรงนี้จู่ๆ ก็คิดว่าสิ่งที่เราตลกเวลาเห็นเด็กๆ ทำในตอนไปซ่อน
ความจริงแล้ว เด็กเขาไม่ได้ตั้งใจซ่อนจริงๆ
เขาหวังให้เราหาเขาเจอ และยังไงเขาก็หวังจะหาเราเจอ

"หม่ามี๊ปิดตาละนะ 1...2....3........10 เอาหรือยัง"


ความหวังที่ว่าเราคงจะได้พบกัน..สักวัน

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562

เสียง

เสียงเป็นสิ่งที่นะโมสนใจ
ไม่ว่าเสียงจะเบาแค่ไหนเด็กจะได้ยินเสมอ
"หม่ามี๊ นั่นเสียงอะไร"
ถ้าเป็นคนหวั่นไหว และกลัวก็อาจจะหวั่นใจว่ามีเสียงจริงไหม

ตอนเด็กๆ แม่ของหม่ามี๊สอนว่าไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรตอนกลางคืน
ก็ให้ห้าม "ทัก" หมายถึงถามนั่นเอง ตอนเป็นเด็กจึงปล่อยให้ตัวเอง
คิด และสงสัยเกี่ยวกัยเสียงที่ได้ยิน
ลามไปถึงทำเป็นเหมือนไม่รับรู้ว่ามีเสียงนั้นอยู่จริง
หรือทำเป็นคิดว่าเราหูแว่วไปเอง

โชคดีที่หม่ามี๊เป็นคนหูไว จมูกไวด้วย
ไม่ว่าเด็กจะถามว่าเสียงอะไร หม่ามี๊ก็จะได้ยินด้วยเสมอ
แม้บางครั้งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสียงอะไร
แถมแอบกลัวหน่อยๆ ว่าเอ๊ะ! นี่เรียกว่าการทักเสียงในเวลากลางคืนไหม

เสียงแอร์ไงครับ พัดลมแอร์
เสียงชิงช้า มันแกว่งเวลาเรานั่ง
เสียงแมวไงได้ยินไหม มันทะเลาะกัน
เสียงเครื่องบิน
เสียงเฮลิคอปเตอร์
เสียงช่างซ่อมเครื่องยนต์
เสียงลมพัด
เสียงไม้ลั่น
เสียงนกร้อง จิ้งจก ตุ๊กแก สารพัดจะได้ยิน

และหลังจากนั้นเมื่อเด็กได้ยินเสียงที่คล้ายกับที่หม่ามี๊เคยบอก
"หม่ามี๊ เสียงเครื่องบิน"
"หม่ามี๊เสียงชิงช้า"​ ซึ่งบางทีชิงช้าไม่ได้แกว่งสักหน่อย

เป็นกิจกรรมตอบคำถามที่สนุกมากอีกอย่างหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562

ไม่ว่าเธอจะเป็นยังไง ฉันก็ยังรักเธอ

ยามเช้าที่แสงสว่างส่องเข้ามา
เสียงนกปลุกร่างกายให้ตื่นขึ้น
ชีวิตอาจจะไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา
แต่เช้าก็มาพร้อมความสดชื่น
เหมือนการตื่นนอนของเด็กน้อย รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่มอบต่อโลกใบนี้

เหมือนดอกไม้เล็กๆ ที่เบ่งบาน
ไม่ว่าจะเคยไม่ทำอะไรเลย
เคยทำผิด เคยทำได้ดีมาก
เคยมีความหมาย เคยไร้ความหมาย
เคยทุกข์แสนสาหัส เคยสุขแบบที่ไม่เคยนึกฝัน
เราก็ล้วนเป็นตัวเรา
เติบโต เบ่งบาน ทำหน้าที่เป็นตัวของตัวเอง

"ฉันเป็นอะไรก็ได้เท่าที่ฉันต้องการ"
เด็กไปที่ไหนก็เติบโตงอกงาม


วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562

ร่องรอย 2

ในบ้านนี้ยังคงมีเสี้ยวส่วนมากมายของนะโม
ร่องรอยหนึ่งคือบนผนังห้องนอน
งานแสดงผลงานศิลปะที่นะโมระบาย และหม่ามี๊ชวนเอามาติด
แรกๆ ก็มีไม่กี่ใบ
นม : ติดสูงๆ นะหม่ามี๊

เมื่อเข้ามาในห้องจะนั่งดู นอนกินนมดู เกือบทุกวัน

นม : school bus รถตัก กระต่าย รถไอติม รถขยะ เครื่องบิน นะโม
มม : แล้วอันดำๆ นั่นอะไรอ่ะ
นม : รถตุ๊กๆ
มม : จำได้ด้วย
นม : นะโมระบายสีเอง


ยังทำใจแกะออกไม่ไหว ปล่อยไว้ให้เป็นร่องรอยสะท้อนความในใจ

บันทึกที่ผ่านมา